โครงการตามแนวพระราชดำริ
จัดทำโดย
ด.ญ.นาตาชา สุขมี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/11 เลขที่ 21
เสนอ
อาจารย์สุนันทา ดนัยสร
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา
การงานอาชีพ 4 (ง22102)
โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลา
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559
คำนำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา การงานอาชีพ 4 (ง22102)
ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาโครงการตามแนวพระราชดำริ
ทั้งนี้ ในรายงานฉบับนี้ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับโครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน
โครงการชั่งหัวมัน โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา และโครงการศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จังหวัดเชียงใหม่
ผู้จัดทำเนื่องจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ
รวมถึงเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงเหนื่อยยากตรากตรำพระวรกายเพื่อประชาชนชาวไทย
ผู้จัดทำต้องขอขอบพระคุณอาจารย์สุนันทา ดนัยสร ผู้ให้ความรู้ และแนวทางในการศึกษา
และทุกคนที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด
ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านๆ
นาตาชา สุขมี
ผู้จัดทำ
สารบัญ
เรื่อง หน้า
ประวัติส่วนตัว 4
งานอดิเรกและความประทับใจในโรงเรียน 5
โครงการแก้มลิง 6
โครงการแกล้งดิน 9
โครงการชั่งหัวมัน 11
โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา 14
โครงกาศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ 16
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ-สกุล ด.ญ.นาตาชา สุขมี
ชื่อเล่น มายด์
อายุ 13 ปี
วัน-เดือน-ปีเกิด 20 เมษายน 2546
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/11 กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวรนารีเฉลิม
จังหวัดสงลา
อาหารที่ชอบ ต้มยำกุ้ง
มหาวิทยาลัยที่อยากศึกษาต่อ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะที่อยากศึกษาต่อ แพทย์ศาสตร์
งานอดิเรก
1.อ่านหนังสือ เพราะได้ความรู้ สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน
ผ่อนคลาย
2.วาดภาพ
เพราะเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพลิดเพลิน
3.ฟังเพลง เพราะผ่อนคลาย เพลิดเพลิน
ความประทับใจในโรงเรียน
การแปลอักษรถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีความสวยงาม พร้อมเพรียง ทุกคนทำด้วยใจ
โครงการแก้มลิง
ความเป็นมาของโครงการแก้มลิง
โครงการแก้มลิง
เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย
โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538
จึงมีพระราชดำริ "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘
โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร
เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว
เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป
จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้
ทั้งนี้
นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ
ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว
ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้
เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง
และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้
แนวคิดของโครงการแก้มลิง
เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มีพระราชดำริถึงลิงที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ
จึงมีพระราชกระแสอธิบายว่า "ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้
ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน
ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ
นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง" ด้วยแนวพระราชดำรินี้
จึงเกิดเป็น "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ
ไว้รอการระบายเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง
ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง
ลักษณะของโครงการแก้มลิงจะดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน
เพื่อให้น้ำไหลลงคลองพักน้ำที่ชายทะเล
จากนั้นเมื่อระดับน้ำทะเลลดลงจนต่ำกว่าน้ำในคลอง
น้ำในคลองจะไหลลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ ต่อจากนั้นจะเริ่มสูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิง
เพื่อทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเอง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง
จนในที่สุดเมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับในคลอง จึงปิดประตูระบายน้ำ
โดยให้น้ำไหลลงทางเดียว (One Way Flow)
ประเภทของโครงการแก้มลิง
โครงการแก้มลิงมี ๓ ขนาด คือ
๑. แก้มลิงขนาดใหญ่ ( Retarding Basin) คือ สระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้นๆ
โดยจะกักเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะระบายลงสู่ลำน้ำ
พื้นที่เก็บกักน้ำเหล่านี้ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม เป็นต้น
ลักษณะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์อื่นประกอบด้วย เช่น เพื่อการชลประทาน
เพื่อการประมง เป็นต้น
๒. แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า
ก่อสร้างในระดับลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น
๓. แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) คือแก้มลิงที่มีขนาดเล็กกว่า อาจเป็นพื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ
หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง
ทั้งนี้แก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชน
เรียกว่า "แก้มลิงเอกชน" ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า "แก้มลิงสาธารณะ"
การจัดหาและออกแบบโครงการแก้มลิง
การพิจารณาจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำนั้น
ต้องทราบปริมาตรน้ำผิวดินและอัตราการไหลผิวดินที่มากที่สุดที่จะยอมปล่อยให้ออกได้ในช่วงเวลาฝนตก
โดยสิ่งสำคัญคือต้องจัดหาพื้นที่กักเก็บให้พอเพียง เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการระบายน้ำ
ปัจจุบันมีแก้มลิงทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร กว่า 20
จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีคลองจำนวนมาก
และระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้โครงการแก้มลิงแบ่งเป็น
๒ ส่วนคือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ
ทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่จังหวัด สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี
นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร
ส่วนที่สอง คือคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน
ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม
และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร
นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง" เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น
โดยใช้หลักการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดการระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทย
เมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะประกอบไปด้วย ๓ โครงการในระบบคือ
๑.โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง
๒.โครงการแก้มลิง "คลองมหาชัย-คลองสนามชัย"
๓.โครงการแก้มลิง
"คลองสุนัขหอน"
ด้วยพระปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ "โครงการแก้มลิง"
จึงเกิดขึ้น และช่วยบรรเทาวิกฤต และความเดือดร้อนจากน้ำท่วมรอบกรุงเทพมหานคร
และปริมณฑลให้เบาบางลงไปได้ โดยอาศัยเพียงแค่วิธีการทางธรรมชาติ
http://www.xn--12co9drbac8a9as5aiidh8isei1npa.com
สืบค้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559
โครงการแกล้งดิน

แกล้งดิน หมายถึง
กระบวนการเร่งปฏิกิริยาเคมีในดินซึ่งมีศักย์หรือความพร้อมจะเป็นดินเปรี้ยว ให้เปรี้ยวรุนแรงมีกรดจัด
จากนั้นจึงปรับปรุงโดยเติมปูนขาวหรือด่าง
ร่วมกับการใช้ระบบชลประทานนำน้ำมาเจือจางดินเปรี้ยวจนสามารถเพาะปลูกได้
เป็นแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อพุทธศักราช ๒๕๒๗
เพื่อการทดลองที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เมื่อได้ผลแล้วจึงนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ดินเปรี้ยว เช่น พรุในจังหวัดนราธิวาส
และพื้นที่ดินเปรี้ยวในจังหวัดนครนายก เป็นต้น การแกล้งดิน คือการเร่งปฏิกิริยาเคมีของดินที่มีแร่กำมะถัน
หรือสารประกอบไพไรต์ (Pyrite) โดยทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน
เมื่อดินแห้งสัมผัสกับอากาศ ทำให้แร่กำมะถันกลายเป็นออกไซด์ของเหล็กและซัลเฟต
เมื่อทำให้ดินเปียกซัลเฟตผสมกับน้ำกลายเป็นกรดอีกครั้ง
เมื่อดินถูกแกล้งสลับไปมาจนกลายเป็นดินที่เปรี้ยวรุนแรงหรือเป็นกรดจัด
จากนั้นจึงปรับปรุงดินโดยเติมฝุ่นปูนซึ่งเป็นด่าง ร่วมกับการใช้ระบบชลประทานควบคุมระดับน้ำใต้ดินและนำน้ำมาเจือจางดินเปรี้ยวจนสามารถเพาะปลูกข้าว
พืชไร่เช่น ข้าวโพด ผลไม้เช่นเสาวรสและเลี้ยงปลาเช่นปลานิลได้
แนวพระราชดำริแกล้งดินมาจากการเลียนแบบสภาพธรรมชาติของพื้นที่ภาคใต้
ซึ่งมีฤดูแล้ง ๔ เดือน ฤดูฝน ๘ เดือน
การทดลองใช้วิธีร่นระยเวลาช่วงแล้งและช่วงฝนในรอบปีให้สิ้นลง ปล่อยให้ดินแห้ง ๑
เดือน และขังน้ำให้ดินเปียกนาน ๒ เดือน ปีหนึ่งจึงมีภาวะดินแห้งและดินเปียก ๔ รอบ
เหมือนมีฤดูแล้งสลับฤดูฝนปีละ ๔ ครั้ง
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ได้ศึกษาวิจัยและปรับปรุงดินโดยวิธีการแกล้งดินจนประสบผลสามารถแก้ปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่พรุให้เพาะปลูกได้
และขยายผลไปยังพื้นที่พรุบ้านโคกอิฐ-โคกโพธิ์ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวไร่ละ ๕-๑๐ ถัง เป็น ๔๐-๕๐ ถัง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๕
นอกจากนี้ยังนำแนวพระราชดำริแกล้งดินไปใใช้ในพื้นที่พรุแฆแฆ จังหวัดปัตตานี
มีการปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท ข้าวพันธุ์แก่นจันทร์ ข้าวพันธุ์เฉี้ยงพัทลุง
ข้าวพันธุ์หอมสุพรรณบุรี ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
พุทธศักราช
๒๕๕๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตแก่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
(สำนักงาน กปร.) ดำเนินการขอจดสิทธิบัตร และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์
ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เลขที่ ๒๒๖๓๗ วันที่ ๕ ตุลาคม
พ.ศ.๒๕๕๐ สำหรับการประดิษฐ์คือ
กระบวนการปรับปรุงสภาพดินเปรี้ยวเพื่อให้เหมาะแก่การเพาะปลูก (โครงการแกล้งดิน)
โครงการชั่งหัวมัน
สำหรับ "โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ" ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองคอกไก่
หมู่ที่ 5 ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
เดิมบริเวณนี้เป็นพื้นที่แห้งแล้ง เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพืชไร่
แต่ด้วยแนวคิดอันยิ่งใหญ่จากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทำให้พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งผากหวนคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร
ภาพจาก นิตยสาร BAREFOOT
โครงการชั่งหัวมันกับจุดเริ่มต้นโครงการ
เมื่อปี พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงซื้อที่ดินจากราษฎรบริเวณอ่างเก็บน้า
หนองเสือ ประมาณ 120 ไร่ และต่อมาปี พ.ศ. 2552 ทรงซื้อแปลงติดกันเพิ่มอีก 130 ไร่
รวมเนื้อที่ทั้งหมดเป็น 250 ไร่ โดยมีพระราชดำริให้ทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตรรวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจในพื้นที่
อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงมาปลูกไว้ที่นี่
ซึ่งเดิมที่ดินบริเวณนี้มีความแห้งแล้งมาก และได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 13
กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา
พร้อมกันนี้ได้มีชาวบ้านนำมันเทศที่ปลูกมาทูลเกล้าฯ
ถวายจึงได้ทรงมีพระราชดำริให้ปลูกแปลงทดลองมันเทศในที่ดินส่วนนี้
แต่เมื่อเสด็จกลับมิได้ทรงนำมันหัวนั้นไปด้วย ครั้นพระองค์เสด็จฯ
กลับมาอีกครั้งทรงพบว่ามันหัวนั้นงอกเป็นต้น จึงมีพระราชดำรัสว่า "มันอยู่ที่ไหนก็งอกได้" จึงมีพระราชดำริให้จัดเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชต่าง ๆ
โดยเน้นที่พืชท้องถิ่นของเพชรบุรี เช่น มะพร้าว, ชมพู่เพชร, มะนาว,
กะเพรา, สับปะรด, ข้าวไร่พันธุ์ต่าง
ๆ และพระราชทานพันธ์มันเทศ
ซึ่งนำมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งภายในห้องทรงงานที่วังไกลกังวล ให้นำมาปลูกไว้
พร้อมกันนี้ยังทรงพระราชทานชื่อ "โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ" พร้อมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
และเป็นศูนย์การเรียนด้านการปลูกพืชเกษตรในพื้นที่แห้งแล้งในปัจจุบันอีกด้วย

เมื่อเดินทางเข้ามาภายใน "โครงการชั่งหัวมัน"
จะมีรถรางพาเข้าเยี่ยมชมตามจุดต่าง ๆ บางมุมตกแต่งพรรณไม้
และมุมพักผ่อนสำหรับถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ศึกษาเรียนรู้ นอกเหนือจากพืชเศรษฐกิจในพื้นที่
ที่นี่ยังมีการปลูกไม้ผลพืชไร่ และพืชผักต่าง ๆ มีแปลงสาธิตปลูกข้าวทั้งข้าวเจ้า
และข้าวเหนียว ปลูกยางพารา ซึ่งทั้งหมดนี้จะเน้นไม่ให้มีการใช้สารเคมี
หรือหากต้องใช้ก็ต้องมีในปริมาณที่น้อยที่สุด เรื่องของการปศุสัตว์
ก็มีการทดลองทำฟาร์มโคนม ฟาร์มไก่
และมีการใช้พลังงานจากทุ่งกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในโครงการ

นอกจากนี้ยังทรงให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองเสือเพื่อใช้ในโครงการ
และยังมีชาวบ้านมาสมัครเป็นลูกจ้างคอยดูแลพืชพรรณ ฟาร์มปศุสัตว์
และช่วยกันดำเนินงานต่าง ๆ ภายในโครงการ
ซึ่งถือเป็นการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน
สำหรับเยาวชนและประชาชนที่เข้าเที่ยวชม สามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้กับพืชผลการเกษตรของตนได้
ปัจจุบันโครงการชั่งหัวมันถือว่าเป็นโครงการที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรอย่างยิ่งในการเลือกที่จะศึกษา
และเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรยั่งยืน
รวมถึงเรื่องราวพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่านที่มีต่อชาวไทยทุกคนอีกด้วย
เรียกได้ว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยทรงสร้างและอุทิศพระองค์เพื่อเกษตรไทยจนกลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนนานจวบจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ โทรศัพท์ 0 3247 2700-1 พร้อมดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.phetchaburi.doae.go.th/ChangHuaMan
การเดินทางมาโครงการชั่งหัวมัน
จากอำเภอท่ายางผ่านโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี
ไปตามเส้นทางตำบลท่าไม้รวก ผ่านที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขากระปุก-เขาเตาหม้อ
ผ่านโรงเรียนบ้านทุ่งโป่ง ถึงโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริเป็นระยะทางประมาณ 47
กิโลเมตร
โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น และทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องเผชิญในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ โดยพระราชทานรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ กังหันน้ำชัยพัฒนา และนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค
กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความเดือดร้อนทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสีย
ในระยะแรกระหว่างปี พ.ศ. 2527-2530 ทรงแนะนำให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสียและวิธีกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวาและพืชน้ำต่างๆ ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง
กังหันน้ำพระราชทาน
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา สภาพความเน่าเสียของน้ำบริเวณต่างๆ มีอัตราแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น การใช้วิธีธรรมชาติไม่อาจบรรเทาความเน่าเสียของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงขอพระราชทานพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ "ไทยทำไทยใช้"โดยทรงได้แนวทางจาก "หลุก" ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบรรเทาน้ำเน่าเสียอีกทางหนึ่งด้วย
การนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการศึกษาและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา และรู้จักกันแพร่หลายทั่วไประเทศในปัจจุบันคือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา"
การเติมอากาศลงในน้ำเสีย


มี 2 วิธีวิธีหนึ่ง ใช้อากาศอัดเข้าไปตามท่อเป่าลงไปใต้ผิวน้ำแบบกระจายฟองและอีกวิธีหนึ่ง น่าจะกระทำได้โดยกังหันวิดน้ำ วิดตักขึ้นไปบนผิวน้ำ แล้วปล่อยให้ตกลงไปยังผิวน้ำตามเดิม โดยที่กังหันน้ำดังกล่าวจะหมุนช้า ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดเล็กไม่เกิน 2 แรงม้า หรืออาจจะใช้พลังน้ำไหลก็ได้ จึงสมควรพิจารณาสร้างต้นแบบ แล้วนำไปติดตั้งทดลองใช้บำบัดน้ำเสียที่ภายในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และวัดบวรนิเวศวิหาร
การศึกษา วิจัย
และพัฒนา
กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริในการศึกษาและสร้างต้นแบบ โดยดัดแปลงเครื่องสูบน้ำพลังน้ำจาก "กังหันน้ำสูบน้ำทุ่นลอย" เปลี่ยนเป็น "กังหันน้ำชัยพัฒนา" และได้นำไปติดตั้งใช้ในกิจกรรมบำบัดน้ำเสียที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2532 และที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2532 เพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นระยะเวลา 4-5 ปี
คุณสมบัติ
กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย
(Chaipattana
Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง
สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย
เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ
ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00
เมตร
โครงการศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่
พระราชดำริ :
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ความเป็นมา :
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเมื่อ
พ.ศ. 2523และยังไม่มีหน่วยงานใดดำเนินการมาก่อน
- ดำเนินงานมาแล้วตั้งแต่ปี
พ.ศ. 2523 แต่มีพระราชดำริใหม่เพิ่มเติม พ.ศ. 2528
- ทรงมีพระราชดำริ
(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) กับนายพิศิษฐ์ วรอุไร ตำแหน่งอาจารย์และหัวหน้าศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ฯ
คนแรก สังกัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถานที่ พระราชทานพระราชดำริ บ้านโรงวัว
ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2527
โดยสรุปประเด็นสำคัญดังนี้ “ งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริงให้ขยายงานไปให้มากและหาคนให้มาช่วยงานเพิ่มขึ้น” พระราชกระแสรับสั่งนี้
พระราชทานหลังจากที่ได้เริ่มงานครั้งแรกโดยรับพระราชทาน พระราชทานทรัพย์ เมื่อ
พ.ศ. 2523 เพื่อทดลองขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
และได้เริ่มทำแปลงสาธิตในหมู่บ้าน ที่บ้านไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
ซึ่งต่อมาได้ตั้งเป็นโครงการชื่อโครงการว่า “ โครงการศูนย์ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
งานสาธิตฝึกอบรม และส่งเสริมอาชีพราษฎรตามพระราชดำริ”
ที่ตั้งของโครงการ :
โครงการนี้ดำเนินงานกับกลุ่มชาวบ้านเป้าหมายในถิ่นทุรกันดาร
เพื่อพัฒนาอาชีพด้านไม้ดอกไม้ผล และทำงานวิจัยและพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
ในพื้นที่ต่างๆ
1.
สถานีวิจัยและฝึกอบรมหลัก ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านไร่ หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
พื้นที่ดำเนินการ 33 ไร่
2.
สถานีวิจัยและฝึกอบรมย่อย ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านใหม่ดอนชัย หมู่ที่ 8 ตำบลยางคราม กิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ดำเนินการ 90 ไร่
3.
สำนักงานประสานงาน และงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการ ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.
งานพัฒนาอาชีพเกษตรด้านไม้ดอกไม้ผล ดำเนินงานในพื้นที่ 6 จังหวัด
วัตถุประสงค์โครงการ :
1. เพื่อให้มีไม้ดอกไม้ผลพันธุ์ดีกระจายอยู่ตามหมู่บ้านในชนบท
หากมีความต้องการหรือความจำเป็นก็สามารถขยายพันธุ์ออกปลูกเป็นจำนวนมากได้
2. เพื่อช่วยให้ราษฎรมีความสามารถในการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
และอาจผลิตพันธุ์ไม้จำหน่ายเป็นอาชีพรองได้
3. เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไม้ดอกของไทย
4. เพื่อพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของไทย
5. เพื่อให้มีงานวิจัยด้านการพัฒนาพันธุ์ การขยายพันธุ์ การผลิต
และการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ผล
เป้าหมาย :
1. การพัฒนาการผลิตไม้ดอกไม้ผล
2. การพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
3. การขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ และวิธีมาตรฐาน
4. พัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรให้ดีขึ้น
5. ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
6. อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางชีวภาพของประเทศ
คณะทำงานโครงการศูนย์ฯ ได้กำหนดให้จัดทำแผนแม่บทระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2550-2554) โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานดังนี้
1 ด้านพัฒนาพันธุ์ไม้ดอก จำนวน 6 กลุ่มพืชหลัก ได้แก่ แกลดิโอลัส กระเจียวปทุมมา กล้วยไม้ ดาวเรือง บานชื่น
และไม้ดอกประเภทหัวอื่นๆ
2 ด้านงานวิจัย ด้านการขยายพันธุ์พืช ด้านสรีรวิทยาและเทคโนโลยีการผลิตตลอดจนการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
และงานวิจัยด้านการพัฒนาพันธุ์พืช
3 ด้านติดตามผลและพัฒนาการดำเนินงานกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งดำเนินการในช่วงปี 2523 - 2550 ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย กาฬสินธุ์
มหาสารคาม และชุมพร
4 ด้านสนับสนุนงานขยายผลสู่ราษฎร ในพื้นที่หมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
และโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ตามที่ได้รับการประสานงาน
5 ด้านขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ในแปลงและห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อใช้ในการสนับสนุนงานส่งเสริมอาชีพ
6 ด้านวิจัยการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นเมืองบางชนิด ดำเนินงานร่วมกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
7 ด้านการบริหารจัดการทั่วไป เช่น
การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาสถานีวิจัย การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
เป็นต้น
นโยบาย
1. นโยบายด้านการพัฒนาพันธุ์พืช
1.1 พัฒนาพันธุ์ไม้ดอกที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย และมีศักยภาพในตลาดโลก
โดยเน้นพืชประเภทหัว
1.2 พัฒนาพันธุ์ไม้ดอกที่มีถิ่นกำเนิดนอกประเทศไทยเพื่อให้ได้พันธุ์ที่เหมาะกับสภาพของไทย
1.3 ร่วมมือกับองค์กรอื่น เพื่อพัฒนาพันธุ์ไม้ผล โดยเน้นการรวบรวมพันธุ์ไม้ผลของไทย
1.4 รวบรวมพันธุ์พืชอื่นตามความเหมาะสมและจำเป็นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่
อันจะนำไปสู่เป้าหมายหลักของศูนย์ฯ
2. นโยบายด้านการขยายพันธุ์พืช
2.1 ศูนย์ฯ จะศึกษาและพัฒนาวิธีการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลเป็นหลัก
2.2 ศูนย์ฯ จะศึกษาวิธีการขยายพันธุ์พืชอื่น ๆ
ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ความสนใจ
3. นโยบายด้านการบริการประชาชนเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
3.1 ศูนย์ฯ จะให้บริการเกี่ยวกับการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลแก่ประชาชนที่เป็นเกษตรกร และ เยาวชนที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม ในลักษณะการรวมกลุ่ม โดยประสานการปฏิบัติกับองค์กรต่าง ๆ ควบคู่กับการดำเนินงานโดยศูนย์ฯ เอง
3.2 ศูนย์ฯ
จะให้การสนับสนุนพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลแก่เกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติที่ร้ายแรง
4. นโยบายด้านการตลาด
ศูนย์ฯ จะให้การสนับสนุนกลุ่มฯ ที่ผลิตพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
ได้ทราบข้อมูลการตลาดของพืชนั้นๆ
ระยะเวลาดำเนินงาน :
จนกว่าจะหมดความจำเป็นด้านการพัฒนาอาชีพ
และฝึกเทคโนโลยีแก่ราษฎรในถิ่นทุรกันดาร และพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลให้เป็นของประเทศเอง
งบประมาณ :
งบปกติ จำนวน 5,758,360 บาท
แนวทางการดำเนินงาน
1. แนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ เกี่ยวกับการเลือกพื้นที่เป้าหมาย
1.1 เป็นพื้นที่ที่อยู่ในที่แล้งดินเลว
1.2 เป็นพื้นที่ที่ขาดแคลนไม้ดอกไม้ผลพันธุ์ดี
1.3
เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดป่าที่ควรอนุรักษ์
1.4 เป็นพื้นที่ที่องค์กรของรัฐยังมิได้เข้าไปพัฒนาด้านการขยายพันธุ์ไม้ผลไม้ดอกอย่างเข้มข้น
1.5 เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดน และจำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดความมั่นคง
1.6 เป็นพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติร้ายแรง
2. แนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ เกี่ยวกับเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย
2.1 ศูนย์ฯ สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อการปลูกไม้ดอกไม้ผลสำหรับขยายพันธุ์ โดยมีผลผลิตที่เป็นดอกหรือเป็นผล เป็นผลพลอยได้และเรียกกลุ่มดังกล่าวว่า
"กลุ่มชาวบ้าน" หรือ "กลุ่มแม่บ้าน"
2.2 การปลูกไม้ดอกไม้ผลนั้น ศูนย์ฯ
สนับสนุนให้กลุ่มชาวบ้านปลูกในแปลงที่ต่อเนื่องกัน แต่ในบางพื้นที่อาจสนับสนุนให้ปลูกไม้ผลกระจายกันไปในแปลงของสมาชิกกลุ่มฯ
แต่ละคน
2.3 ศูนย์ฯ
จัดวิทยากรของศูนย์ฯ
ให้คำแนะนำและฝึกเทคโนโลยีด้านการขยายพันธุ์พืชแก่กลุ่มชาวบ้าน ในกรณีที่ศูนย์ฯ ปฏิบัติร่วมกับองค์กรอื่น ศูนย์ฯ อาจขอให้องค์กรที่ศูนย์ฯ ร่วมงานด้วย รับผิดชอบด้านการฝึกเทคโนโลยีบางส่วน
2.4 การจำหน่าย
หัวพันธุ์ กิ่งพันธุ์ หรือต้นพันธุ์ของกลุ่มชาวบ้าน ศูนย์ฯ สนับสนุนให้รวมกันจำหน่าย
3. แนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ เกี่ยวกับการร่วมงานกับองค์กรอื่น เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรด้านไม้ดอกไม้ผล
3.1 ศูนย์ฯ
รับข้อเสนอหรือการร้องขอจากองค์กรต่าง ๆ
ที่เข้าไปช่วยเกษตรกรในการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมด้านไม้ดอกไม้ผล มาพิจารณา
หากเห็นว่าพื้นที่นั้น ๆ มีลักษณะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ การเลือกพื้นที่เป้าหมายของศูนย์ฯ
แล้ว ศูนย์ฯ ก็จะเข้าไปร่วมงานด้วย
3.2 ศูนย์ฯ
เข้าไปร่วมงานกับองค์กรอื่นโดยการสนับสนุนในด้านพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลที่ศูนย์ฯ
มีขีดความสามารถเป็นหลัก และอาจให้การสนับสนุนในเชิงวิชาการตามความจำเป็น
3.3 ศูนย์ฯ จะร่วมกับองค์กรที่ศูนย์ฯ
ร่วมมือด้วย
ติดตามผลการดำเนินงานตามโอกาสอันควรเพื่อจะได้ประเมินการสนับสนุนในช่วงต่อไป
4. แนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ เกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
4.1 ศูนย์ฯ เข้าไปสำรวจ อนุรักษ์ และรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกในพื้นที่ต่าง ๆ นำเข้ามาศึกษาความ เป็นไปได้ของการใช้พันธุ์ไม้นั้น ๆ ในเชิงธุรกิจ
4.2 ศูนย์ฯ
ดำเนินการพัฒนาพันธุ์ไม้ที่มีศักยภาพสูงโดยการผสมพันธุ์เป็นส่วนใหญ่และบางส่วนใช้วิธีการทำให้กลายพันธุ์ นำผลที่ได้มาคัดเลือกแล้วขยายพันธุ์เพื่อทดสอบและศึกษาด้านการผลิตต่อไป
4.3 ในกรณี
ของไม้ดอกที่มีถิ่นกำเนิดนอกประเทศไทย ศูนย์ฯ ทำการผลิตพันธุ์ขึ้นใหม่ให้
เหมาะกับสภาพของไทย
4.4 ในกรณีของไม้ผลของไทย
ศูนย์ฯ จะร่วมมือกับองค์กรอื่น เช่น
กรมส่งเสริมการเกษตรรวบรวมพันธุ์ดีของไม้ผลจากแหล่งต่างๆ
แล้วจะขอรับความร่วมมือกับองค์กรอื่น เช่น
กรมวิชาการเกษตรเพื่อทดสอบพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ
หรือเผยแพร่พันธุ์ดีที่ได้รับการทดสอบแล้ว
5. แนวทางการดำเนินงานของศูนย์ฯ เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล
5.1 ศูนย์ฯ พยายามนำวิธีการเลี้ยงเนื้อเยื่อเข้ามาทำให้ไม้ผลพันธุ์ดี
ที่มีปัญหาด้านโรคให้ปลอดจาก โรคแล้วเพิ่มปริมาณให้ได้ต้นพันธุ์แข็งแรง จำนวนมากพอที่จะส่งให้กลุ่มเยาวชน หรือกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมายเพื่อนำไปขยายพันธุ์โดยวิธีการมาตรฐานต่อไป
5.2 ศูนย์ฯ ส่งสายต้นของไม้ดอกพันธุ์ใหม่
ให้กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่เป้าหมายนำไปขยายพันธุ์โดยวิธีการมาตรฐานแล้วให้ กลุ่มฯ
จำหน่ายต่อไป
ผลการดำเนินงาน :
1. แผนงานพัฒนาอาชีพเกษตร (โครงการต่อเนื่อง)
ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับหน่วยงานร่วมดำเนินการได้ติดตามผลการผลิตไม้ดอกไม้ผลของกลุ่มชาวบ้านภายใต้การดำเนินงานของโครงการฯ
พร้อมทั้งแนะนำการแก้ไขปัญหาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ผลิตไม้ดอกไม้ผล แก่กลุ่มราษฎร
จำนวน 40 กลุ่มในพื้นที่ 6 จังหวัด รวม 5,031 ไร่ มีรายได้ซึ่งกลุ่มชาวบ้านได้ดำเนินการจำหน่ายเองรวม 19,115,550 บาท (ข้อมูลถึงเดือน สิงหาคม 2547 ผลผลิตของหลายกลุ่มไม้ผลเพิ่งเริ่มเก็บเกี่ยวได้)
ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตดีขึ้น
2. แผนพัฒนาพันธุ์ไม้ดอก
นักวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และของศูนย์
ได้ทำการพัฒนาพันธุ์พืชเป้าหมาย คือ แกลดิโอลัส พืชกลุ่มกระเจียว
และไม้ดอกเมืองร้อนอื่น ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบพันธุ์ใหม่
3. แผนงานวิจัย และพัฒนาขยายพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกและพืชพื้นเมือง
นักวิชาการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และของศูนย์ ได้ทำการวิจัย และพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอก
และพืชพื้นเมือง ทำให้สามารถขยายพันธุ์แกลโอดิลัส พันธุ์ขยายยากได้ 6 พันธุ์ และได้วิธีเบื้องต้นสำหรับการขยายพันธุ์พืชพื้นเมือง 2 ชนิด นอกจากนี้ยังได้ศึกษาเทคโนโลยีการผลิตกล้วยไม้ดินเอื้องใบหมาก
และการผลิตปทุมมาในน้ำยา
4. แผนงานอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์
สามารถขยายพันธุ์กล้วยไม้ดิน ซึ่งขยายพันธุ์ยากได้ 2 ชนิด ในปีงบประมาณนี้นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับนักวิชาการศูนย์ฯ
และกองทัพภาคที่ 3 ได้อนุรักษ์พันธุ์รองเท้านารีอินทนนท์
ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุ์รองเท้านารี อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง และได้ริเริ่มส่งเสริมให้ราษฎรปลูก จำนวน3 ราย
หน่วยงานหลัก/ผู้ประสานโครงการ :
- ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์
ดร. โสรยา ร่วมรังษี ตำแหน่ง
ผู้อำนวยการศูนย์บริการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่ โทรศัพท์ 0-5321-3760 หรือ 0-53944-043 โทรสาร 0-5321-4092
หน่วยงานร่วมโครงการ :
1.ปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยา
2. มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม
3. สหกรณ์วังทอง จังหวัดพิษณุโลก
4. นิคมสหกรณ์ศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
5. อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่
ผลที่คาดว่าจะได้รับ :
ประโยชน์ทางสังคม
1. ช่วยแก้ไขปัญหาด้านการผลิตไม้ดอกไม้ผลของกลุ่มชาวบ้านเดิมให้มีความรู้ในการประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น
2. กลุ่มชาวบ้าน(เดิม)
ในโครงการสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน
3. รู้จักการทำงานแบบรวมกลุ่ม ทั้งด้านการผลิต การจำหน่าย
การทำบัญชี และการพึ่งตนเองในที่สุด
4. ประเทศมีพันธุ์ที่พัฒนาใหม่
และวิธีการผลิตที่เป็นของประเทศเอง
ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม
1. สภาพแวดล้อมได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น
2. การใช้ที่ดินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. ดินและน้ำได้รับการอนุรักษ์มากขึ้น
ประโยชน์ทางด้านจิตวิทยา
1. ราษฎรมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น
2. เป็นประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ
ปัญหาอุปสรรค/แนวทางแก้ไข :
พื้นที่กลุ่มชาวบ้านบางกลุ่มประสบปัญหาน้ำไม่พอใช้
และบางกลุ่มมีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก
บรรณานุกรม
http://www.xn--12co9drbac8a9as5aiidh8isei1npa.com